This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
Overbought Oversold คือ เครื่องมือสำคัญที่นักเทรดต้องรู้
Overbought oversold คือ ตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ช่วยให้นักเทรดหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่พลาดพลั้ง เช่น การซื้อเมื่อราคาแพงเกินไปหรือขายเมื่อราคาถูกเกินไป การเข้าใจ overbought oversold อย่างลึกซึ้งคือหนึ่งในสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างนักเทรดมืออาชีพและมือสมัครเล่น วันนี้เราจะมาสำรวจแนวคิดนี้อย่างหนึ่งเดียว พร้อมเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณจับจุดซื้อขายที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ความหมายจริงของ Overbought และ Oversold ในตลาด
Overbought oversold คือ สถานการณ์ที่ราคาเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด โดยใช้ข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจากอดีตเป็นตัวบ่งชี้ ในความเป็นจริง ภาวะเหล่านี้ไม่ได้บอกเราว่าราคาแพงหรือถูกตามปกติ แต่เป็นการบอกว่าตลาดกำลังเกิดการซื้อขายในระดับสุดขั้วเพียงใด
ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) คืออะไร?
ภาวะ oversold หมายความว่าสินทรัพย์ได้ถูกขายออกไปจนเกินไป ราคาได้ลดลงต่ำกว่าที่ควรเป็น และมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าแรงขายกำลังอ่อนตัว เมื่อถึงจุดนี้ ผู้ซื้อมักเริ่มเข้ามาหาซื้อ ทำให้ราคามีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้น ในช่วง oversold นักเทรดที่ฉลาดจะไม่ขายเพิ่มเติม แต่จะมองหาโอกาสในการซื้อแทน
ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) คืออะไร?
ภาวะ overbought เป็นสถานการณ์ตรงกันข้าม ราคาได้ถูกขับเคลื่อนขึ้นจนเกินไป ผู้ซื้ออยากจะขายเพื่อรับผลกำไร และแรงซื้อเริ่มจางหายไป เมื่อนี้ ราคามีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงหรือสร้างการแกว่งตัวในช่วงที่เหมาะสม นักเทรดที่ประสบการณ์จะหลีกเลี่ยงการซื้อในช่วงนี้ และค้นหาโอกาสในการขายแทน
สมการคำนวณ RSI: เข้าใจตัวชี้วัดสำคัญ
ตัวชี้วัด RSI (Relative Strength Index) เป็นตัวบ่งชี้โมเมนตัมที่วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคา แผนการของมันง่ายแต่ประสิทธิผล คำนวณ RSI ด้วยสูตรนี้:
RSI = 100 - (100 / 1 + RS)
โดยที่ RS = ค่าเฉลี่ยราคาในวันที่เพิ่มขึ้น / ค่าเฉลี่ยราคาในวันที่ลดลง
ค่า RSI จะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 เสมอ แล้ว overbought oversold คือ สิ่งที่เราสามารถตรวจจับได้โดยดูว่า RSI อยู่ที่เท่าไหร่
RSI สูงกว่า 70 = บอกว่าตลาดอยู่ในภาวะ overbought ราคาถูกขับเคลื่อนสูงขึ้นจนเกินไป
RSI ต่ำกว่า 30 = บอกว่าตลาดอยู่ในภาวะ oversold ราคาถูกขับเคลื่อนต่ำลงจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม ขีดจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่เหล็กกล้า บางสินทรัพย์มีพฤติกรรมราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้นบางนักเทรดจึงปรับค่าเหล่านี้เป็น 80/20 หรือ 75/35 ตามความเหมาะสม
Stochastic Oscillator กับการหาจุดซื้อขายที่แม่นยำ
Stochastic Oscillator เป็นตัวชี้วัดอื่นที่ช่วยยืนยันภาวะ overbought oversold คือ ช่องทางที่สองในการตรวจจับจุดซื้อขายคุณภาพสูง ตัวชี้วัดนี้วัดตำแหน่งของราคาปิดปัจจุบันในช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดของช่วงเวลาที่กำหนด
สูตรคำนวณ:
%K = [(ราคาปิด - ราคาต่ำสุด 14 วัน) / (ราคาสูงสุด 14 วัน - ราคาต่ำสุด 14 วัน)] × 100
%D = ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 วันของ %K
ค่า %K ที่ได้จะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100:
%K สูงกว่า 80 = overbought - ตลาดกำลังเคลื่อนตัวขึ้นในระดับสุดขั้ง ควรระวัง
%K ต่ำกว่า 20 = oversold - ตลาดกำลังเคลื่อนตัวลงในระดับสุดขั้ง โอกาสในการซื้ออาจใกล้มา
ข้อดีของ Stochastic คือมันเคลื่อนตัวเร็วกว่า RSI บ้าง และเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีสำหรับการหาการพลิกกลับ
กลยุทธ์ Mean Reversal: การเทรดในช่วงแกว่งตัวของราคา
Mean Reversal คือกลยุทธ์ที่สมมติว่าราคาสูงและราคาต่ำเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ในที่สุดราคาจะกลับตัวเข้าหาค่าเฉลี่ยของมัน วิธีนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อตลาดไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน (sideway market)
ขั้นตอนการเทรด Mean Reversal:
ตรวจสอบแนวโน้ม - ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (MA200) เพื่อระบุว่าตลาดกำลังเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง ถ้าราคาอยู่เหนือ MA200 เป็นแนวโน้มขาขึ้น ถ้าอยู่ใต้ก็เป็นแนวโน้มขาลง
กำหนดโซน overbought oversold - เลือกโซนที่คุณต้องการเทรด เช่น RSI > 90 สำหรับ overbought และ RSI < 10 สำหรับ oversold
เข้าทำรายการ - เมื่อราคาเข้าเส้นสัญญาณที่กำหนด ให้เข้าทำรายการ (ซื้อเมื่อ oversold, ขายเมื่อ overbought)
ปิดสถานะ - ปล่อยให้ราคาทะลุผ่านกลับมา ยังไม่ต้องเพิ่งปิดจนกว่าราคาจะกลับมาทะลุเส้น MA25 เป็นสัญญาณยืนยัน
ตัวอย่างจริง: นักเทรด USDJPY ในเวลา 2 ชั่วโมง อาจสังเกตว่าราคาแกว่งตัวระหว่าง MA200 และ MA25 หลายครั้ง เมื่อ RSI ลงต่ำกว่า 35 (oversold) นักเทรดจะซื้อ เมื่อราคาขึ้นมากกว่า MA25 ให้ปิดสถานะเพื่อกำไร
การใช้ Divergence เพื่อจับจุดเปลี่ยนแนวโน้ม
Divergence คือสัญญาณที่พลังของแนวโน้มกำลังลดลง เมื่ออินดิเคเตอร์บ่งชี้สิ่งที่ขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวของราคา นี่คือสัญญาณด้วยไม่ใช่การเข้าทำรายการแบบตรงๆ สัญญาณดังกล่าวมักปรากฏเมื่อ overbought oversold คือ ขั้นสุด
ขั้นตอนการเทรด Divergence:
มองหารูปแบบ - ค้นหาสินทรัพย์ที่แสดงรูปแบบการหมุนเวียนเช่น Double Tops, Double Bottoms, หรือ Head and Shoulder
สังเกต RSI - ดูว่า RSI บอกค่า Overbought/Oversold ซึ่งขัดแย้งกับทิศทางของราคา ตัวอย่างเช่น ราคากำลังทำ Lower Low แต่ RSI กำลังทำ Higher Low (Bullish Divergence)
เข้าทำรายการ - เมื่อราคายืนยันการพลิกกลับโดยตัดเส้นค่าเฉลี่ย ให้เข้าทำรายการ
ปิดสถานะ - ปล่อยเสรีจนกว่าแนวโน้มใหม่อ่อนตัวลง หรือเมื่อตัวชี้วัดบ่งชี้สัญญาณการพลิกกลับอีกครั้ง
ตัวอย่างจริง: ในตลาด WTI เวลา 2 ชั่วโมง หากราคาทำจุดต่ำต่อเนื่อง (Lower Low) แต่ RSI ไม่ได้ทำจุดต่ำต่อเนื่อง (ยกตัวขึ้น Higher Low) นี่คือ Bullish Divergence ที่แสดงว่าแรงขายกำลังอ่อนตัว นักเทรดจะรอให้ราคาตัดเส้น MA25 ขึ้นมาเพื่อยืนยันแล้วจึงซื้อ
ข้อควรระวังและเคล็ดลับในการประยุกต์ใช้
overbought oversold คือ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่ตัวทำนายที่สมบูรณ์แบบ ที่นี่คือบางข้อแนะนำ:
ข้อควรระวัง:
เคล็ดลับสำหรับความสำเร็จ:
สรุป
Overbought oversold คือ แนวคิดที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเทรดของนักลงทุนได้อย่างแท้จริง โดยการเข้าใจและประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างเหมาะสม คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงการจับสูงสุดและขายต่ำสุด ระบบการเทรดที่ดีขึ้นขึ้นมาจากการรวมกันหลายเครื่องมือและการวินิจฉัยอย่างมีวุฒิ Overbought oversold คือเพียงส่วนหนึ่งของปริศนา แต่เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม